แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้แทนยา เริ่ม เริ่มการทำงาน เภสัชกร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้แทนยา เริ่ม เริ่มการทำงาน เภสัชกร แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2550

@ กว่าจะเป็นผู้แทนยา # 1

ก่อนที่ผมจะเริ่มเล่าถึงการเป็นผู้แทนยา และความหมายที่แท้จริงของอาชีพ .. "ผู้แทนยา" ซึ่งอาจมีทั้งคนที่รู้จักแต่ก็เชื่อว่ามีจำนวนไม่มากนัก และคนที่ไม่รู้จัก ( ซึ่งผมเดาว่ามีจำนวนแยอะกว่า Smiley ) ก็ขอเล่าถึงที่มาที่ไปกับการเข้ามาคลุกคลีในวงการนี้ ซึ้่งต้องเรียกว่าเฉพาะทางมากๆ มานานถึง 17 ปี เสียก่อน ( แต่ใจยังวัยรุ่นอยู่นะครับ 20 ตลอดกาลครับ แหะๆ Smiley )


เริ่มต้นด้วยความที่ผมเป็นคนตั้งใจเรียนหนังสืออยู่พอสมควรในสมัยเด็ก เลยได้อานิสงค์ทำให้ผมสอบเทียบขณะที่เรียนเตรียมอุดม ม.5 และเอนทรานต์ติดคณะเภสัชศาสตร์ รั้วจามจุรี หลังจากที่เข้าไปแล้ว ผมก็คิดมากกว่าการเรียนไปวันๆ คือ การที่เฝ้าถามตัวเองว่าเรียนจบแล้วจะไปทำอะไรดี ก็เท่าที่นึกได้ก็แจงทางเลือก ก็จะมีประมาณ 4 ทางหลักๆ คือ



  • หนทางแรก คือ การเป็นเภสัชกรมีหน้าที่คอยจ่ายยา ให้คำแนะนำเรื่องยาให้กับคนไข้ มีชีวิตในโรงพยาบาล ซึ่งผมเองก็ยอมรับว่าไม่ถนัดนัก

  • หนทางที่สอง คือ การไปทำงานที่โรงงานผลิตยา คอยควบคุมการผลิตยาให้เป็นไปตามมาตรฐาน

  • หนทางที่สาม คือ เปิดร้านขายยาหรือไปทำงานเป็นเภสัชกรประจำร้านขายยาแนวใหม่ที่เป็นแบบรีเทล เช่น บูทส์หรือวัตสัน


แต่ด้วยความเป็นคนที่ชอบเดินทาง ชอบสังคม บวกกับการชอบทำงานด้านการตลาด อาชีพเภสัชกรการตลาด จึงผุดขึ้นมาในสมองผมทันที เพราะ นอกจากจะได้ใช้ความรู้ทางด้านยายังเป็นอาชีพที่ได้เจอผู้คนมากมาย ได้เดินทางไปทั่วราชอาณาจักรหรือแม้กระทั่งต่างประเทศ เนื่องจากเป็นงานขาย ทำให้มีโอกาสที่จะสร้างรายได้ค่อนข้างมากในกรณีที่เป็น TOP SELLER


พอตัดสินใจได้ว่าการเป็นผู้แทนยาคงเหมาะสมกับตัวเองที่สุดก็ลงมือสมัครงาน ตอนนั้นจำได้ว่ามีหนังสือชื่อ Tims ซึ่งปัจจุบันชื่อ Mims ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับข้อมูลยา และด้านหลังหนังสือจะมี Index ซึ่งบอกชื่อบริษัทยาต่างๆจำนวนมาก พอได้เบอร์มาผมก็ไม่รีรอ โทรไปตามบริษัทต่างๆประมาณ 10 บริษัท แต่เดินเข้าไปหย่อนใบสมัครเพียง 3 แห่ง ซึ่งก็เลือกเฉพาะบริษัทที่อยู่ใน Top Twenty เพราะ ในขณะนั้นผมคิดว่า บริษัทใหญ่ๆ คงจะมียาที่ดีมีคุณภาพและงบการตลาดมากพอให้ผมสามารถเรียนรู้และทำงานได้เต็มที่


จากนั้นไม่นานผมก็ได้ก้าวเข้าสู้ชีวิตการเป็นผู้แทนยาอย่างสมบูรณ์แบบกับบริษัท Sandoz ( ปัจจุบันคือ บริษัท Novartis ) ซึ่งได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดูแลในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งจริงๆแล้วจะเป็นที่รู้กันในยุคนั้นว่า ในเขตกรุงเทพจะเป็นผู้หญิงทำมากกว่าผู้ชาย แต่ผมมารู้ตอนหลังว่าเขตที่ผมอยู่นั้นเภสัชกรในเขตนั้นเป็นสาวโสดแยอะ เขาเลยเลือกผู้ชายมาทำงานจะได้เข้ากันได้ง่ายขึ้น


( หนุ่มๆโสดหันควักกันเลยนะ ฮ่าฮ่าฮ่า )


จริงๆแล้วผมอยากทำในต่างจังหวัดมากกว่า ซึ่งแน่นอนคงไม่ใช่ผมคิดคนเดียวที่อยากไปอยู่ในเขตต่างจังหวัด โดยเฉพาะเขตภาคเหนือและภาคตะวันออก เพราะเป็นโซนที่มีสถานที่ท่องเที่ยวแยอะ และที่สำคัญเขตต่างจังหวัดยังได้เงินเดือนมากกว่าในเขตกรุงเทพ เพราะ มีค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าโรงแรม และค่าอาหาร แต่ในเมือเลือกไม่ได้ ผมคิดในใจที่ไหนผมก็ทำได้ทั้งนั้น


ความรู้อย่างหนึ่งที่ผมได้จากการเข้าไปเรียนรู้งานครั้งแรกนั้น ทำให้ผมรู้ว่า การแบ่งเขตของกรุงเทพฯ ของผู้แทนยา นั้นแบ่งตามโรงพยาบาลหลักๆ เช่น



  • เขตจุฬา ก็จะเป็นโรงพยาบาลจุฬาและโรงพยาบาลรอบๆ

  • เขตรามา ก็จะมีโรงพยาบาลรามาและโรงพยาบาลที่อยู่รอบๆนั้น


แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ บุคลิกของผู้แทนยาแต่ละเขตในสมัยนั้น ก็จะต่างกันอย่างเห็นได้ชัดมากๆ เช่น ถ้าเป็นเขตพระมงกุฏก็จะหาคนที่หน้าตาสวย เพราะ เป็นเขตทหารเรียกว่าเอาหน้าตาเข้าช่วยไปในตัว หรือ ถ้าเป็นเขตศิริราช ก็จะต้องเป็นคนที่เรียกว่า เก่งวิชาการพอตัว ส่วนเขตจุฬานั้นต้องเก่งวิชาการและงานสังคมไปในตัว


จะด้วยความบังเอิญหรือความตั้งใจทำงานที่ผมคิดมาตลอดว่าเวลาทำอะไรแล้วต้องเต็มที่ ทำให้ผมใช้เวลาเพียง 1 ปีก็มีผลงานจนได้เลื่อนขั้นมาเป็นผู้เชี่ยวชาญพัฒนาธุรกิจหรือ Business Develop Specialist มีหน้าที่ในการนำเสนอยาใหม่ๆ ต้องคอยบุกเบิกตลาด เจาะโรงพยาบาลใหม่ ๆ เป็นอันรู้กันในวงการว่า การที่จะทำยอดขายขึ้นนั้นยังง่ายกว่าการนำเสนอยาเข้าโรงพยาบาล เพราะเป็นงานที่มีขั้นตอนยุ่งยากไม่ใช่เล่น เนื่องจากเกือบทุกโรงพยาบาลจะจำกัดจำนวนยาที่ มีอยู่ในโรงพยาบาล ซึ่งก็เป็นหลักปฏิบัติทั่วไปอยู่แล้ว เหมือนเราจะซื้อสินค้าใดก็ตาม เราคงไม่สามารถซื้อทุกยี่ห้อที่มีอยู่ เราคงจะเลือกแค่ยี่ห้อที่คิดว่าคุณภาพและราคาเหมาะสมกับความต้องการของเรา มากที่สุด ดังนั้นกว่าจะคุยให้แพทย์และเภสัขกรเห็นความแตกต่าง เห็นความจำเป็นที่ต้องมียานั้นๆในโรงพยาบาล ซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบหลายหน่วยงานแล้ว ยังต้องมานั่งต่อรองราคาด้วย กว่าจะลงเอยได้ก็ใช้เวลา 3เดือนถึง 1 ปีทีเดียว......


ตอนนั้นหน้าที่นำยาเข้าของผมคือยาด้านการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ เรียกว่าเป็นอะไรที่เฉพาะทางมาก ๆ ต้องหาแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ ผมใช้เวลากับหน้าที่นี้ประมาณ 1 ปีเต็ม


เวลาก็ได้ผ่านพ้นไป ขณะนั้น ผมทำงานได้ประมาณ 3 ปี แต่แล้วก็โชคช่วยตามเดิม พี่ที่เป็นหัวหน้าเก่าที่ Sandoz ซึ่งย้ายไปอยู่บริษัท Astra ในตำแหน่ง Business Unit Manager ได้โทรบอกว่ามีงานตำแหน่ง ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ หรือ Product Manager ของบริษัท Astra ว่าง เลยได้ลองเขียนResume และ Application letter ส่งไป ซึ่งผมจะกล่าวถึงความสำคัญของการเขียน Resume อีกทีเพราะถือเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นประตูแรกที่เขาจะเลือกหรือเขี่ยเราทิ้งก่อนจะได้เจอกัน ( ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากแล้วจะมาเล่าให้ฟังคราวหน้า ติดไว้ก่อน ใครอยากรู้ทวงด้วยนะครับ แหะๆ Smiley )


เมื่อจดหมายสมัครงานของผมเข้าตากรรมการ ด่านต่อไปที่ถือว่าหินสำหรับผมคือการสัมภาษณ์นั่นเอง ที่สำคัญที่นี่ไม่ได้สัมภาษณ์แค่ชั้นเดียวเหมือนที่อื่น แต่มีการสัมภาษณ์ถึงระดับพ่อแล้วไปปู่ทีเดียว ซึ่งก็คือหัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้าอีกทีนั่นเอง ผมต้องบอกว่าตำแหน่งนี้กว่าผมจะได้มาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านการแข่งกับคนอื่น ๆ ทั้งคนในและคนนอกบริษัทพอสมควร ประกอบกับผมเพิ่งอายุ 25 ปี ประสบการณ์ก็ยังไม่มากมายอะไรถ้าเทียบกับคนอื่น ๆ แต่สิ่งที่ผมประทับใจและเก็บมาไว้ถ่ายทอดให้กับน้อง ๆ ผมคือ คำพูดของหัวหน้าใน วันนั้นว่า


ประสบการณ์ไม่ได้สำคัญไปกว่าความสามารถ คนที่มีความสามารถแม้จะมีประสบการณ์น้อยก็สามารถที่จะวิ่งทันคนมีประสบการณ์มากได้


นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมได้โอกาสนี้มา